ภูเขาน้ำแข็งเหนือและใต้ผิวน้ำ ใช้เปรียบเทียบพฤติกรรมกับความรู้สึกตามทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง

Iceberg Model คืออะไร? เข้าใจลูกค้าเพื่อทำคอนเทนต์ให้ตรงใจ

Iceberg Model หรือทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง เป็นแนวคิดที่ชวนให้มองลึกกว่าพฤติกรรมที่เห็น สำหรับคนขายของออนไลน์ ลูกค้าที่ถามราคาแล้วเงียบอาจยังไม่เห็นความคุ้มค่า หรือแค่กำลังเปรียบเทียบสินค้า หากรีบสรุปว่าเขาสนใจแต่ของถูก เราอาจทำคอนเทนต์ลดราคาไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยที่ทำให้เขาลังเล

บทความนี้ 24Social จะชวนใช้แนวคิดภูเขาน้ำแข็งเป็นจุดเริ่มต้นในการฟังลูกค้า แยกสิ่งที่รู้จริงออกจากสิ่งที่คาดเดา แล้วนำคำถามจากแชท คอมเมนต์ และรีวิวมาวางแผนโพสต์หรือคลิปที่มีประโยชน์กับคนดู


Iceberg Model หรือทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง คือแนวคิดอะไร

Iceberg Model เป็นภาพเปรียบเทียบที่ใช้ในหลายศาสตร์ บทความนี้อ้างอิงแนวคิดการเข้าใจคนในแนวทางของ Virginia Satir ซึ่งเปรียบพฤติกรรมที่สังเกตได้กับส่วนเหนือผิวน้ำ และประสบการณ์ภายใน เช่น ความรู้สึก การตีความ ความคาดหวัง และความต้องการ กับส่วนที่อยู่ใต้น้ำ

เมื่อนำมาประยุกต์กับงานคอนเทนต์ เราใช้แนวคิดนี้เตือนตัวเองว่าคำถามสั้น ๆ ของลูกค้าอาจมีบริบทที่ยังไม่รู้ ตัวอย่างในบทความเป็นแนวทางประยุกต์สำหรับร้านค้าออนไลน์ ไม่ใช่สูตรการตลาดของ Satir หรือเครื่องมือทำนายการตัดสินใจซื้อ จึงต้องรับฟังและตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปสรุป


ส่วนเหนือผิวน้ำ: ลูกค้าพูดหรือทำอะไรให้เราเห็น

เริ่มจากข้อมูลที่ร้านมีอยู่แล้ว เช่น ลูกค้าถามว่าสินค้าต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร ขอภาพเพิ่มเติม หรือถามวันจัดส่ง บันทึกคำถามตามที่ได้รับจริง พร้อมบริบทว่ามาจากโพสต์ไหนหรือสินค้าชิ้นใด จะช่วยให้ย้อนกลับมาดูได้ว่าเรากำลังตอบปัญหาเดียวกันหรือคนละเรื่อง

ตัวอย่างเช่น “มีลูกค้าถามราคาหลังดูคลิปสาธิต” เป็นข้อสังเกต ส่วน “ลูกค้าคิดว่าสินค้าแพง” ยังเป็นการตีความ อย่าเพิ่งใช้ข้อสรุปหลังไปตั้งหัวข้อโพสต์ หากยังไม่มีคำตอบจากลูกค้าหรือข้อมูลอื่นมาช่วยยืนยัน


ส่วนใต้ผิวน้ำ: ลูกค้ายังสงสัยหรือกังวลเรื่องอะไร

<img src="https://storage.perfectcdn.com/nxxvts/5t8tej9cswblenmr.png" alt="ผู้หญิงนั่งทบทวนความรู้สึกและเขียนบันทึกข้างหน้าต่าง" title="ผู้หญิงนั่งทบทวนความรู้สึกและเขียนบันทึกข้างหน้าต่าง" class="img-fluid">


เบื้องหลังคำถามอาจมีทั้งประสบการณ์เดิม ความคาดหวัง และความกังวล เช่น คนที่ขอภาพสินค้าจริงอาจเคยได้รับของไม่ตรงปก ขณะที่อีกคนอาจเพียงต้องการดูสีในแสงธรรมชาติ คำถามเหมือนกันจึงไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องการคำตอบแบบเดียวกัน

ลองถามต่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า “อยากเห็นรายละเอียดส่วนไหนเพิ่มเติมคะ” หรือ “กำลังจะนำไปใช้งานแบบไหนคะ” คำตอบที่ได้ช่วยให้เลือกข้อมูลมาสื่อสารได้ตรงขึ้น โดยไม่ต้องถามเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า และไม่ชี้นำว่าลูกค้าต้องมีปัญหาตามที่เราคิด

ก่อนทำโพสต์ ลองจดสามช่องสั้น ๆ คือ สิ่งที่ลูกค้าพูด เหตุผลที่เป็นไปได้ และข้อมูลที่ต้องถามเพิ่ม หากยังไม่มีคำตอบ ให้เก็บไว้เป็นสมมติฐาน ไม่เขียนว่าลูกค้าทุกคนกังวลเหมือนกัน วิธีนี้ช่วยให้เราใช้ความเข้าใจลูกค้าเป็นจุดตั้งต้น แทนการแต่งเรื่องแทนเขา


ตัวอย่างใช้ Iceberg Model เปลี่ยนคำถามลูกค้าเป็นไอเดียคอนเทนต์

ลูกค้าถามราคาแล้วเงียบ: ลองตรวจว่าหน้าโพสต์บอกรายละเอียดครบหรือยัง และถามว่าต้องการข้อมูลส่วนใดเพิ่ม หากพบว่าไม่ชัดว่าราคารวมอะไรบ้าง ให้ทำโพสต์แจกแจงสิ่งที่ได้รับ หรือคลิปเปรียบเทียบรุ่นตามการใช้งาน แทนการรีบออกโปรลดราคาโดยยังไม่รู้สาเหตุ

ลูกค้าถามว่า “ใช้ได้จริงไหม”: ถามให้ชัดว่าอยากเห็นผลหรือขั้นตอนใด เช่น กระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กขนาดที่ใช้ได้หรือไม่ แล้วถ่ายคลิปทดลองใส่ของจริงให้เห็น พร้อมบอกขนาดและข้อจำกัด คนทำรีวิวสามารถต่อยอดจากวิธีพูดรีวิวสินค้า เพื่อเล่าให้ครบทั้งประโยชน์และเงื่อนไขการใช้งาน

ลูกค้าถามเรื่องส่งของบ่อย: เช็กว่าคำถามเน้นวันส่ง ระยะเวลาขนส่ง หรือวิธีติดตามพัสดุ แล้วทำโพสต์ตอบประเด็นนั้นให้ชัด เช่น เวลาตัดรอบและขั้นตอนตรวจสถานะ สำหรับการไลฟ์ขายสินค้า อาจเตรียมคำตอบสั้น ๆ ไว้พูดซ้ำ โดยแยกวันที่ร้านส่งออกจากวันที่คาดว่าจะได้รับ


ใช้ข้อมูลจากลูกค้าวางแผนคอนเทนต์ร่วมกับทีม


<img src="https://storage.perfectcdn.com/nxxvts/ymi898oq8nam3w72.png" alt="ทีมงานนั่งพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน" title="ทีมงานนั่งพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน" class="img-fluid">


รวบรวมคำถามที่พบซ้ำจากแอดมิน คนดูแลร้าน และคนทำคอนเทนต์ แล้วเลือกประเด็นที่มีข้อมูลรองรับก่อน เช่น ลูกค้าหลายคนขอภาพด้านในกระเป๋า ทีมอาจทำคลิปเปิดให้ดูทุกช่อง แทนการถ่ายภาพด้านนอกเพิ่มอย่างเดียว เก็บคำพูดเดิมไว้เป็นข้อมูลทำงานภายในโดยไม่เผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

ก่อนส่งงานให้คนเขียนหรือคนถ่ายคลิป ให้สรุปโจทย์ว่าใครกำลังสงสัยอะไร เรามีคำตอบหรือหลักฐานใด และอยากให้คนดูทำอะไรต่อ เช่น ดูตารางขนาดหรือสอบถามรุ่นที่เหมาะ หากต้องการจัดลำดับข้อมูลตั้งแต่เริ่มรู้จักสินค้าจนถึงตัดสินใจซื้อ ลองอ่านเรื่อง Customer Journey ประกอบ

สำหรับทีมที่ทำงานกับครีเอเตอร์ ให้ส่งประเด็นที่ลูกค้าถามจริงพร้อมข้อมูลสินค้า แทนการบรีฟเพียงว่า “ทำให้ดูน่าซื้อ” เช่น ขอให้สาธิตว่ากระเป๋าใส่อะไรได้บ้างและเหมาะกับวันทำงานแบบไหน จากนั้นเปิดพื้นที่ให้ผู้ทำคลิปเล่าด้วยภาษาของตัวเอง โดยไม่เพิ่มคำรับรองผลที่แบรนด์ยังพิสูจน์ไม่ได้


5 ขั้นตอนนำทฤษฎีภูเขาน้ำแข็งไปใช้กับคอนเทนต์ของร้าน

ลองเริ่มจากสินค้าหนึ่งชิ้นและคำถามหนึ่งเรื่องก่อน จะช่วยให้เห็นตั้งแต่ที่มาของไอเดียจนถึงผลตอบรับ โดยไม่ต้องรื้อแผนคอนเทนต์ทั้งหมด ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นแนวทางทำงานที่นำหลักการมาประยุกต์ใช้

  1. เก็บคำถามพร้อมบริบท บันทึกว่าลูกค้าถามอะไร หลังเห็นโพสต์หรือคลิปแบบไหน และร้านตอบไปอย่างไร อย่ารวมคำถามเรื่องราคา คุณภาพ และการจัดส่งเป็นเรื่องเดียว เพราะแต่ละเรื่องอาจต้องใช้ข้อมูลคนละแบบ
  2. แยกข้อเท็จจริงกับข้อสันนิษฐาน เขียนให้เห็นชัดว่าส่วนไหนลูกค้าบอกเอง และส่วนไหนทีมคาดเดา หากข้อมูลยังไม่พอ ให้ถามเพิ่มหรือดูคำถามจากหลายช่องทางก่อนเลือกประเด็น ไม่ใช้คอมเมนต์เดียวแทนความคิดของลูกค้าทั้งหมด
  3. เลือกคำถามหลักและรูปแบบที่ตอบได้ชัด ถ้าอยากเห็นวิธีใช้ ให้ทำคลิปสาธิต ถ้าต้องเทียบคุณสมบัติ อาจใช้ภาพเปรียบเทียบ หากเป็นคำถามเรื่องขั้นตอนสั่งซื้อ ใช้โพสต์สรุปที่เปิดกลับมาดูง่าย เลือกรูปแบบจากข้อมูลที่ต้องอธิบาย
  4. ทำเนื้อหาให้ตอบตรงคำถาม เปิดคลิปด้วยประเด็นที่คนดูอยากรู้ แล้วแสดงคำตอบให้เห็น เช่น “กระเป๋ารุ่นนี้ใส่โน้ตบุ๊ก 14 นิ้วได้ไหม” ตามด้วยการทดลองกับเครื่องที่ระบุขนาดจริง ใส่รายละเอียดและข้อจำกัดที่จำเป็น ก่อนชวนดูข้อมูลสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติม
  5. ดูผลแล้วปรับต่อ หลังเผยแพร่ ให้ดูทั้งการรับชม คำถามที่ตามมา และการติดต่อที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หากยังมีคนถามเรื่องเดิม ให้เช็กว่าข้อมูลหาเจอง่ายและอธิบายชัดหรือยัง ยอดวิวอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าคนเข้าใจหรือพร้อมซื้อ และผลของโพสต์เดียวไม่พอจะสรุปแทนคอนเทนต์ทุกแบบ


เข้าใจลูกค้าให้ชัด แล้วต่อยอดคอนเทนต์กับ 24Social

ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็งช่วยให้คนทำคอนเทนต์หยุดดูแค่คำถามที่อยู่ตรงหน้า แล้วหาบริบทเพิ่มเติมจากลูกค้า เมื่อรู้ว่าเขาต้องการข้อมูลอะไร เราก็เลือกเรื่องที่จะเล่าและหลักฐานที่จะนำเสนอได้มีเหตุผลขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกโพสต์ให้เป็นการลดราคาหรือเร่งให้ซื้อ

ลองหยิบคำถามที่ร้านเจอบ่อยหนึ่งข้อมาเปลี่ยนเป็นโพสต์หรือคลิปในสัปดาห์นี้ หากยังไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไร อ่านเทคนิคสร้างคอนเทนต์จาก 24Social แล้วนำมาปรับกับข้อมูลลูกค้าที่มี เป้าหมายคือทำให้คนดูได้รับคำตอบที่ต้องการ และรู้ว่าควรดูข้อมูลส่วนไหนต่อก่อนตัดสินใจ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : 24Social Line : @24social


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Iceberg Model

Iceberg Model บอกได้ไหมว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่

บอกไม่ได้ แนวคิดนี้ใช้ช่วยตั้งคำถามและทำความเข้าใจบริบท ส่วนการซื้อยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความต้องการ งบประมาณ และความเหมาะสมของสินค้า จึงไม่ควรใช้พฤติกรรมเพียงอย่างเดียวฟันธงเจตนาของลูกค้า


ร้านเล็กที่ยังมีคอมเมนต์ไม่มาก เริ่มจากอะไรได้บ้าง

เริ่มจากคำถามในแชทหรือสิ่งที่ลูกค้าสอบถามก่อนซื้อ แล้วชวนลูกค้าที่สะดวกให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่ยังขาด หากมีข้อมูลเพียงไม่กี่ราย ให้ใช้เป็นไอเดียทดลองก่อน ไม่สรุปว่าเป็นความต้องการของทุกคน


ใช้แนวคิดนี้แล้วคอนเทนต์จะได้ยอดวิวมากขึ้นหรือไม่

ไม่มีการรับประกันยอดวิว ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้คือช่วยเลือกประเด็นจากคำถามและข้อมูลลูกค้า ส่วนผลตอบรับต้องดูจากเนื้อหา วิธีนำเสนอ ช่องทาง และการทดลองจริง ควรติดตามด้วยว่าคนดูเข้าใจสินค้าและได้รับคำตอบมากขึ้นหรือไม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Virginia Satir Global Network — Iceberg Metaphor